Color, Candles, and Nam-Oon’s Art of Resistance Bring Up the Conservation of Women and Young Blood

สี เทียน และศิลปะแห่งการต่อสู้ของน้ำอุ่น เปิดฟลอร์ถกศิลปะของผู้หญิง&คนรุ่นใหม่

หลายคนอาจจะจำน้ำอุ่น พิชชาภา หวังประเสริฐกุลได้จากงาน performance art ในประท้วงที่สนามหลวง ที่เปิดให้คนมาทาสีบนแผ่นกระดาษ แต่แล้วท้ายที่สุด เธอจะทาสีน้ำเงินทับไป รู้หรือไม่ว่าตอนนี้น้ำอุ่นได้เปิดการแสดง performance art ชุดใหม่ ที่มีชื่อว่า “Be a Good Girl” พูดถึงความสิ้นหวังและไร้ความหวังของผู้หญิงและคนรุ่นใหม่
.
GendersMatter จึงได้ติดต่อน้ำอุ่นเพื่อมาสัมภาษณ์ในคอลัมน์ HumansMatter เกี่ยวกับจุดเริ่มต้นในการทำงาน performance art และแรงบันดาลใจของผลงาน Be a Good Girl ของเธอ Be a Good Girl จะมีที่มาอย่างไร และเกี่ยวกับความหวังของผู้หญิงและคนรุ่นใหม่อย่างไร เรามาฟังกันจากปากน้ำอุ่นได้เลย!
.
เริ่มทำงาน performance art ตั้งแต่ตอนไหน?
.
“เราเริ่มรู้จัก performance art ครั้งแรกเมื่อปี 2018 เริ่มจากงาน ‘Abramovic’s Method’ ในงาน Bangkok Art Biennale 2018 ที่หอศิลปฯ จัดขึ้น เป็นงานที่มารีนา อะบราโมวิช (Marina Abramovic) เปิดให้คนมาทดลองการทำ performance art แบบเขา แล้วเราก็ได้รับเลือกเป็นผู้นำชม (Docent) ในงานนั้น แล้วพอลองทำงานสักพักนึงเราก็รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ใหม่”
.
“จริง ๆ เราก็ทำกราฟฟิกอยู่กับทำภาพวาดอยู่ด้วย แต่แล้วก็ไม่รู้ว่าอยากวาดอะไรเป็นพิเศษ แล้วก็ไม่มีสไตล์ของตัวเองสักที แต่พอไปทำ performance art แล้วเห็นปฏิกิริยาของคน ก็คิดว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นคำตอบที่ทำให้เราเข้าใจคนมากยิ่งขึ้น หลังจากนี้ในปี 2020 ก็ได้ไปเวิร์กช็อปของอาจารย์ทวีศักดิ์ มูลสวัสดิ์ ก็เลยเป็นที่มาของงาน ๆ แรก คือ ‘King of the Playground’”
.
อยากให้น้ำอุ่นพูดถึงงานที่ผ่านมาที่ชอบที่สุดหน่อย?
.
“งานที่เราชอบคือ King of the Playground เป็นงานที่เราอยากจะพูดเรื่องการทำร้ายกัน เราสงสัยว่าทำไมเราต้องทำร้ายกันโดยไม่รู้สึกผิด เรานึกไปถึงความทรงจำตอนเด็กที่ไปเล่นบ่อบอล ตอนนั้นลูกบอลมันกระจัดกระจายไปหมด เราก็เลยพยายามจะเก็บลูกบอลเข้าบ่อ แต่มีเด็กคนนึงที่เห็นว่าเรากำลังพยายามจะเก็บลูกบอลเข้าในบ่อ เขาก็พยายามแกล้งทำให้ลูกบอลมันกระจัดกระจายออกมา เราเลยจัดเป็นงานนี้ขึ้นมาเพราะอยากสู้กับผู้ชม (ขำ)”
.
“ที่ชอบเพราะเป็นมันทำให้เราได้ใช้ไหวพริบ ตอนที่ออกแบบงานเราจะปาลูกบอลใส่คนที่มาชม แต่ด้วยความที่ผู้ชมคนไทยมักจะกลัวศิลปิน ไม่กล้าเข้าห้อง ไม่กล้าปาเล่นกับเรา ทำให้บางทีเราส่งเมสเสจที่เราจะสื่อไปไม่ได้ สุดท้ายเราก็เลยตัดสินใจปาลูกบอลเบา ๆ ให้เขาพอเล่นกันเราได้ พอคนมาดูเขาเล่นกับเรามากขึ้น เราก็สื่อสารกับคนดูได้มากขึ้น”
.
“อย่างเพื่อนเราบางคนที่เรามาดูก็พยายามจะมาเก็บบอลช่วยเรา แต่เราก็เอาบอลออกจากบ่อเพราะเราไม่ได้อยากจะสร้างมิตรภาพ มันไม่ใช่ใจความหลักของงานที่เราอยากจะสื่อ พอเห็นแบบนั้นเพื่อนเราก็ช็อกไปเลย หรืออย่างบางคนก็เข้ามาเทบอลในบ่อทิ้ง หลังจากนั้นก็มีหนึ่งในนั้นเข้ามาขอโทษแล้วก็ช่วยเราเก็บบอล พอเสร็จแล้วเราก็เข้าไปนอนให้บอลมันไหลออกมา”
.
“ทั้งหมดนี้มันเป็นเสน่ห์และไดนามิกของ performance art ที่ทำให้เราและผู้ชมได้ค้นหาความหมายของสิ่งต่าง ๆ อย่างในกรณีนี้มันทำให้เห็นว่า บางทีเราอาจจะคาดหวังให้–ด้วยความเป็นน้ำอุ่นหรือความเป็นมนุษย์–มันจะต้องรู้สึกดีหรือรู้สึกขอบคุณ แต่บางทีมันก็อาจจะไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป ความพยายามทำดีของคุณมันอาจจะสูญเปล่าก็ได้”
.
เท่าที่เห็นงานของน้ำอุ่นมันจะมีองค์ประกอบของสีกับเทียนเป็นพิเศษ อยากรู้ว่าทำไมน้ำอุ่นถึงสนใจสองอย่างนี้เป็นพิเศษ?
.
“เราว่าสีมันชัดเจนและมีความหมายดี ส่วนใหญ่เราจะเล่นกับเรื่องสีในงานที่พูดถึงการเมือง สีเริ่มมาจากงาน “How Much of Blue” เป็นงานที่เราไประบายสีที่สนามหลวง งานนี้เราตั้งใจใช้สีน้ำเงินพูดถึงเลือดสีน้ำเงิน ถ้านอกเหนือจากงานนี้สีน้ำเงินก็หมายถึงอำนาจ การกดทับ หรือชนชั้นสูง หรืออย่างสีแดงเราก็ตั้งใจจะสื่อเกี่ยวกับความเจ็บปวด หรือความโกรธเกรี้ยว”
.
“ส่วนเทียนที่เราสนใจก็เพราะว่ามันมีหลายความหมาย มันเริ่มจากที่เราอยู่บ้านคนเดียวในวันเฉลิมฯ เราเลยออกไปซื้อเทียนแล้วเอามาไลฟ์ในอินสตาแกรมในห้องมืด ๆ เหมือนกำลังฉลองให้ “คุณ” ในห้องมืด ๆ เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นสิ่งที่คุณต้องการหรือเปล่า แต่คุณสอนให้เราทำแบบนี้ ก็เลยเฉลิมฉลองให้ในห้อง”
.
“เทียนมันเป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลองหรือไว้อาลัยก็ได้ แต่มันทำได้เฉพาะกับคนที่เราอนุญาต ถ้าม็อบเอาเทียนไปไว้อาลัยคนนั้นคนนี้ เราก็จะโดนเอาเทียนออก ก็คือ ‘กูไม่อนุญาตให้มึงใช้เพื่อการจากลากับคนคนนี้ หรืออย่างงานอื่นเราก็ใช้เทียนในการพูดถึงเวลาว่าง ความทรมาน หรือความเจ็บปวดเหมือนกัน แล้วเทียนก็น่าสนใจที่มันสามารถละลายแล้วกลายเป็นของแข็ง แล้วมันฟอร์มเป็นรูปอีกทีได้”
.
อยากให้น้ำอุ่นช่วยเล่าถึงโปรเจ็กต์ “Be a Good Girl” ที่ทำอยู่หน่อยได้ไหม?
.
“Be a Good Girl มันเกิดจากที่เราเห็นความสิ้นหวังของคนรุ่นราวคราวเดียวกับเรา ที่สังคม–อาจจะแค่สังคมไทย—ไม่อนุญาตให้มีที่ทางในสังคม งานชิ้นนี้เราเลยตั้งใจจะพูดถึงการยอมแพ้และการหาที่ทางตัวเองไม่ได้ ดังนั้นมันเลยเป็นงานที่พูดถึงการที่เรายอมแพ้หรือจำยอม แล้วนั่งนิ่ง ๆ ให้สังคมสั่งสอน กำหนดตัวตนของเรา และทำให้เราสำเนียกว่าเราต้องเป็นอะไร”
.
“ผู้หญิง” ก็เป็นหนึ่งในประเด็นที่เราพูดถึงในงานนี้ เรารู้สึกว่าคนในสังคมมักจะคิดว่า ‘เราจะต้องสั่งสอนผู้หญิงให้ดีขึ้น’ ถ้าเป็นผู้หญิง คนจะคิดว่าสักวันผู้หญิงคนนี้จะต้องรู้สึกตัวว่ามันต้องเป็นภรรยาที่ดี แม่ที่ดี หรือลูกสาวที่ดี และถ้าหากมันไม่ฟังเราก็จะทำบทลงโทษให้มัน น้อยคนที่จะเข้ามาพูดว่าเราเป็นแบบนี้เพราะอะไร ส่วนมากก็มีแต่อยากจะมอบบทลงโทษกับเรา”
.
“มันเป็นประสบการณ์ที่ต้องเป็นผู้หญิงถึงจะเจอ ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพก็คือ ขณะที่สังคมอยากจะสั่งสอนผู้หญิงให้เป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่ในขณะเดียวกันเวลาที่เราเจอผู้ชายแปลก ๆ ส่วนใหญ่เราก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องสั่งสอนให้ผู้ชายคนนี้เป็นสามีที่ดี พ่อที่ดี หรือลูกชายที่ดี เขาก็จะคิดว่าปล่อยมันไปเถอะ หรือว่าไม่ยุ่งดีกว่า”
.
“ตอนเด็กมีเหตุการณ์นึงที่โดนแม่ตีเพราะหุงข้าวไม่เป็น ซึ่งมันเป็นเหตุการณ์ที่ค่อนข้างรุนแรงสำหรับเด็กสามขวบพอสมควร แล้วมันก็ทำให้เราตั้งคำถามว่า ‘ถ้าเราเป็นผู้ชายเขาจะคาดหวังให้เด็กอายุ 3 ขวบหุงข้าวเป็นไหม’ มันก็คงไม่มีใครคาดหวังสิ่งนี้กับผู้ชาย เขาคิดว่ามันเป็นเหมือนทาเลนต์ที่ติดตัวมากับผู้หญิง เหตุการณ์นี้เลยเป็นหนึ่งในความคาดหวังและบทลงโทษที่จำเพาะสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ งานนี้เลยชื่อว่า ‘Be a Good Girl’”
.
“ตอนนี้นำ้อุ่นกำลังเปิดการแสดง “Be a Good Girl” ที่งานนิทรรศการ Save Point Exhibition โดยได้จัดแสดงไป 2 จากทั้งหมด 5 วันแล้ว หากท่านใดสนใจก็สามารถเข้ารับชมงานศิลปะของน้ำอุ่นได้อีกในวันที่ 5, 6 และ 12 กุมภาพันธ์ เวลา 14.00-16.00 น. และ 17.00-19.00 น. ที่ Kinjai Contemporary ตั้งอยู่ที่ถนนราชวิถี ใกล้กับแยกบางพลัด สามารถเดินทางมาลง MRT สิรินธร ออกทางออกที่ 1″
.
Content by Nath Topithak
GendersMatter Media Agency
#GendersMatter
#HumansMatter