Qualities in a Woman IS Just A Trait that Society Expected Her to Possess

“สังคมไม่ได้ช่วยอะไรในการเป็นศิลปินในประเทศนี้ ต้องสู้รบปรบมือกับทุกคน ระบบ โครงสร้าง จนกระทั่งมุมมองของผู้คนด้วย”

พิชชาภา หวังประเสริฐกุล หรือ น้ำอุ่น คือศิลปินผู้โดนโครงสร้างสังคมกดทับ สู่การเคลื่อนไหวสังคมผ่าน Performance Art ที่ใช้ร่างกายและประสบการณ์ที่ตนพบเจอถ่ายทอดออกมาเป็นศิลปะการแสดงที่สามารถถ่ายทอดความคิดและการตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาด้วยความกล้า

สิ่งหนึ่งที่สำคัญต่อวงการศิลปะคือศิลปะประเภท Performance Art ซึ่งยังไม่แพร่หลายเป็นวงกว้างมากพอในบ้านเราที่จะทำให้คนทั่วไปเข้าใจ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเหตุผลจากหลายด้าน เช่น การศึกษา การเข้าถึงความรู้ หรือกระทั่งการตั้งคำถามอย่างเป็นเหตุเป็นผล

น้ำอุ่นเล่าว่าศิลปินที่เติบโตในไทยจริงๆ มันน้อยมาก แบบที่ดังในไทยแล้วไประดับโลก มันมีแต่ระดับโลกแล้วกลับมาดังในไทย แล้วกลับมาในลักษณะที่ว่า “เป็นศิลปินดังจากนิวยอร์ก” “ได้รับการยอมรับจากฝรั่งเศส” และอีกอย่างหนึ่งคือน้ำอุ่นยังรู้สึกว่าคนไทยบางส่วนยังไม่มีความกล้าพอที่จะตัดสินด้วยว่าสิ่งนี้สวยหรือไม่สวย ชอบหรือไม่ชอบ มันต้องมีอะไรบางอย่างมาการันตีว่าศิลปินคนนี้ได้รับการรับรองจากการเป็นศิลปินแห่งชาติหรือแสดงงานนู่นนี่นั่นมา ผู้ชมงานของไทยจึงจะให้การยอมรับศิลปินคนนั้น

เมื่อปี 2561 น้ำอุ่นได้มีโอกาสเป็น Facilitator ในผลงาน The Abramović Method ของ Marina Abramović ในงาน Bangkok Art Biennale ซึ่งสำหรับตัวน้ำอุ่นเองถือว่าเป็นประสบการณ์ค่อนข้างรุนแรงและเปลี่ยนมุมมองโลกศิลปะจนทำให้เปลี่ยนวิธีการทำงาน การทำงานศิลปะประเภท Performance Art จึงเป็นความท้าทายทั้งของตัวน้ำอุ่นเองหรือกระทั่งกรอบนิยามของศิลปะในไทย ศิลปะแขนงนี้มันเป็นการถ่ายทอดการแสดงสดโดยตรง ตัวผลงานหรือสิ่งที่ศิลปินต้องการถ่ายทอดจะเกิดแค่ชั่วขณะนั้นเท่านั้น มันมีความแตกต่างในเรื่องของประสบการณ์และการรับรู้พอสมควร เพราะมันไม่สามารถจับต้องได้หรือเก็บรักษาไว้ถาวรได้ แต่พอเป็นการแสดงสด มันจะเกิดขึ้นแค่ ณ ขณะตอนที่ศิลปินแสดง และเมื่อหยุดแสดง สิ่งที่ผู้คนเก็บไว้ได้เป็นชิ้นเป็นอันอาจจะมีแค่ภาพหรือวิดีโอ ต่างกันกับงานประเภทอื่นๆ ที่ผู้คนสามารถซื้อเก็บเศษเสี้ยวของศิลปินคนนั้นได้

ซึ่งปัจจุบันภายใต้สังคมที่คนส่วนใหญ่ผูกติดกับทุนนิยม เงินเป็นสัจธรรมชีวิตจนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ศิลปะจึงต้องคำนึงถึงผลตอบแทนรวมไปถึงความเป็นอยู่ด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ ศิลปะประเภท Performance Art โดยเฉพาะในไทยจึงไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรทั้งจากสังคมและกลุ่มผู้สนับสนุน

แต่สิ่งที่ศิลปะประเภท Performance Art ทำได้ดีคือการถ่ายทอดแนวคิดหรือสิ่งที่ต้องการจะสื่อโดยตรงเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์​ระหว่างตัวศิลปินและผู้ชมให้มีความใกล้ชิดมากขึ้น โดยเฉพาะการตั้งคำถาม การตรวจสอบ การวิพากษ์​วิจารณ์ สิ่งเหล่านี้คือเสรีภาพพื้นฐานของชีวิต เพราะชีวิตและสังคมย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การตรวจสอบความคิดตนเองและสังคมจึงมีความหมายในการหาหนทางในการแก้ปัญหาหรือหนทางที่สามารถมองเห็นอนาคตที่ดีกว่า แต่โลกความเป็นจริงกลับโหดร้ายกว่านั้น

การจำกัดสิทธิเสรีภาพ​สามารถฝังรากลึกตั้งแต่รัฐ อำนาจปกครองไปจนกระทั่งสถาบันครอบครัว น้ำอุ่นเล่าว่าการกดทับกดขี่ก็ส่งผลมาถึงครอบครัวของตนเหมือนกัน ทั้งความชายเป็นใหญ่ และคตินิยมการเป็นผู้หญิงและลูกสาวที่ดี รวมถึงความคาดหวังจากครอบครัวด้วยความที่ตนเป็นลูกคนโต ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ล้วนแต่ทำร้ายตัวศิลปินทางตรงและคนรอบข้างทางอ้อม ด้วยความที่น้ำอุ่นเป็นพี่สาวคนโต อีกทั้งยังเป็นครอบครัวคนจีนที่มีความเป็นอนุรักษ์นิยม​ การที่เกิดมาเป็นผู้หญิงจึงถูกผลักให้กลายเป็นปัญหาที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบ ที่ไม่ใช่แค่การรับผิดชอบชีวิตตัวเองอย่างเดียว เช่น ต้องมีหน้าที่การงานที่ดีแต่ต้องรับผิดชอบเรื่องในบ้านด้วยอย่างทำอาหาร ทำความสะอาด เพื่อที่ว่าจะได้อยู่ที่บ้าน ทำงานบ้านไปตลอด หรือว่าเพื่อที่จะได้รับใช้สามีได้

น้ำอุ่นอธิบายว่าถ้าเราไม่มีคนมาบอกหรือไม่รับรู้ข้อมูลว่าเราไม่สมควรจะได้รับการกดทับแบบนี้ ก็ไม่รู้เลยว่าเรามีสิทธิปกป้องตัวเอง เรามีสิทธิที่จะไม่ถูกทำร้าย เรามีสิทธิที่จะเรียกร้องความถูกต้องและทำให้สังคมมันดีขึ้น ซึ่งคนที่ตกอยู่ในสถานะผู้ถูกกดขี่ เขาอาจจะไม่รู้เลยว่าพวกเขาไม่ควรได้รับการกระทำแบบนั้น น้ำอุ่นเล่าเพิ่มเติมว่า จริงๆ แล้วมันอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเป็นครอบครัวคนจีน แต่มันเกี่ยวกับสถาบันครอบครัวที่โดนกดขี่และปลูกฝังมาจากหลายๆ ด้านซึ่งความรุนแรงนี้สามารถถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติจนปลูกฝังให้คนในครอบครัวนิ่งเฉยหรือสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงโดยที่สมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ ไม่รู้สึกผิด

เพราะความบิดเบี้ยวและผิดปกตินี้เอง น้ำอุ่นจึงมีความสนใจเรื่องสตรีนิยม (Feminist) เป็นพิเศษ ด้วยความที่งานศิลปะของน้ำอุ่นแสดงออกชัดเจนในการตั้งคำถามต่อสังคมและการเมือง ประวัติศาสตร์การกดขี่ที่มีอยู่ในการเคลื่อนไหวของ Feminist จึงเป็นสิ่งที่น้ำอุ่นนำมาเป็นประเด็นสังคมเพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวเสมอ น้ำอุ่นเล่าต่อว่า ถ้าจะให้พูดถึง ‘คุณค่าของความเป็นผู้หญิง’ มันก็คงหมายถึงคุณค่าที่สังคมมองได้เพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิด มันควรเป็นคุณค่าของมนุษย์คนหนึ่งก็พอ มันไม่มีคุณค่าของความเป็นผู้หญิง เพราะพอพูดถึงคุณค่าของเพศนั้นเพศนี้ เราจะนึกถึงสิ่งที่สังคมยัดเยียดให้มากกว่า ถ้าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายต้องทำแบบนั้นแบบนี้

น้ำอุ่นได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับ Feminist Movement ในนามของ “เฟมทวิต” ไว้หลายแง่อย่างน่าสนใจ มันจึงเป็นประเด็นที่สำคัญในการขับเคลื่อนสังคม เพราะในปัจจุบันโดยเฉพาะสังคมไทย วาทกรรมเฟมทวิตนั้นมักจะถูกมองในแง่ลบและลดทอนบริบทในการพูดถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในสังคม ภาพจำที่เคลือบกลุ่มเฟมทวิตคือคนที่ประสาท เป็นติ่งเกาหลี หรืออะไรก็ตามที่ผู้คนยัดเยียดให้ทั้งๆ ที่สิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งผิด

เวลาที่คนๆ หนึ่งที่ออกมาเป็นกระบอกเสียงในการเรียกร้องสิทธิหรือความถูกต้องแต่โดนจำกัดความว่าเป็นเฟมทวิตในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะทวิตเตอร์ มักจะโดนลดทอนเนื้อหาที่ต้องการสื่อและมองเป็นเพียงแค่เรื่องตลกของคนบางกลุ่ม น้ำอุ่นอธิบายเพิ่มเติมว่าการที่ตนเองหรือแม้แต่คนอื่นนิยามตัวเองว่าเป็นเฟมินิสต์หรือเฟมทวิต ไม่ควรจะถูกลดทอนหรือด้อยค่าเนื้อหาสิ่งที่กำลังแสดงออก และที่สำคัญคือการเรียกร้องเหล่านี้ไม่ได้เป็นการสร้างความเกลียดชังให้กับเพศชาย

สุดท้ายนี้น้ำอุ่นกล่าวทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจด้วยแนวคิด Feminist for 99% ว่าการเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศไม่ได้วัดความสำเร็จเพียงแค่ว่าเพศหญิงได้รับเงินเดือนเท่าผู้ชายหรือเพศหญิงเป็นหัวหน้าของผู้ชายถึงจะเป็นเฟมินิสต์ แต่มันยังมีผู้หญิงที่นั่งเป็นแม่บ้าน ผู้หญิงที่อยู่ในชุมชนแออัดจนถูกผลักให้กลายเป็นคนชายขอบ ผู้หญิงที่ทำงานในโรงงานหรือสายธารการผลิตในระบบเศรษฐกิจที่สามารถจะเรียกร้องสิทธิให้ตัวเอง

สุดท้ายถ้าความเท่าเทียมทางเพศเกิดขึ้น แต่ความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ ทางเชื้อชาติหรือทางอื่นๆ มันไม่เกิดขึ้น ปัญหาเรื่องเพศไม่ว่าจะเพศไหนก็จะถูกทำให้เป็นประเด็นรองอย่างนั้นต่อไป มันจึงไม่มีประโยชน์เลยถ้าเราไม่คิดถึงผู้หญิงคนอื่นๆ ที่ไม่ได้มีความได้เปรียบอย่างนั้น เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อนปัญหาทางเพศเชิงอัตลักษณ์และปัญหาการเมืองเชิงสังคมจึงควรที่จะขับเคลื่อนและเรียกร้องไปด้วยกันเพราะมันคือการแก้ปัญหาในการอยู่ร่วมกันภายในสังคม

.
.
.
ติดตามความเคลื่อนไหวของนิทรรศการและมุมมองของเหล่าคนทำงานอื่นๆ ผ่านบทสัมภาษณ์อีกเร็วๆ นี้

#SavePoint#SavePointExh#กลับจุดเซฟแป๊บ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *