Early Years Project #8: Eight Social Reflections through Art by Emerging Thai Artists

18Aril2025
Early Year Project #8 8 เรื่องเล่าสะท้อนสังคมผ่านงานศิลปะ
จากสายตา 8 ศิลปินหน้าใหม่
เมื่อพูดถึงนิทรรศการศิลปะ เชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงคิดว่า ผลงานที่จัดแสดงภายในงานคงมาจากศิลปินมีชื่อเสียง รวยประสบการณ์ และผลงานที่เต็มไปด้วยความหมายลึกล้ำจับต้องยาก จนคนธรรมดาได้แค่ยืนชมผลงาน แต่อาจจะไม่เข้าใจความหมายหรือรู้สึกร่วมกับมันจริงๆ
ทว่าในวันที่ตบเท้าก้าวขึ้นไปบนชั้น 7 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ที่กำลังจัดแสดงผลงานศิลปะจาก ‘โครงการบ่มเพาะและสร้างเครือข่ายศิลปินรุ่นใหม่ ครั้งที่ 8’ หรือในชื่อที่คนศิลปะเรียกกันติดปากว่า ‘Early Years Project (EYP) #8’ กลับให้ความรู้สึกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเทียบกับการไปดูงานศิลป์อื่นๆ
งานศิลปะที่จัดแสดงใน Early Years Project (EYP) #8 ไม่ใช่ผลงานที่ต้องอาศัยการตีความมากมายอะไร แต่มันเป็นเพียงผลงานศิลปะที่สร้างจากมุมมองต่อปัญหาสังคมหลายด้านของศิลปินหน้าใหม่ทั้ง 8 คนที่เชื่อว่า ใครก็ตามที่ได้เชยชมคงเข้าใจเจตนารมณ์ ที่ศิลปินต้องการสื่อสารผ่านเทคนิคศิลปะที่หลากหลาย จนคนธรรมดาอย่างเราๆ เกิดความรู้สึกร่วมกับผลงานนั้นไปด้วย
เย็บบาดแผลจากความทรงจำด้วยเส้นด้ายศิลปะ
เมื่อเดินต่อมาอีกนิดก็ต้องสะดุดตากับวัตถุขนาดใหญ่ที่ถูกปกคลุมด้วยผ้าหลากชนิดสีชมพูอ่อน ซึ่งเรามารู้ที่หลังว่ามันคือ ห้องน้ำหรือพวงมาลัยรถ ที่ถูกเย็บด้วยผ้าลูกไม้สีขาวแซมด้วยสีน้ำตาลเหมือนสีสนิมเปื้อนผ้า มุมหนึ่งเหมือนสีเลือดที่เจออากาศนานจนแปรสภาพเป็นสีน้ำตาล และวัตถุมากมาย ทั้งตะปู ไม้แขวนเสื้อ หมอน ซึ่งล้วนห่อหุ้มด้วยผ้าสวยๆ หลากชนิด
วัตถุข้างต้นล้วนเป็นอนุสรณ์ความเจ็บปวดจากอดีตของ พิชชาภา หวังประเสริฐกุล ศิลปินอายุ 26 ปี จากกรุงเทพฯ ที่เธอถ่ายทอดผ่านผลงาน ‘Things Left to Forget’ ว่าด้วยความทรงจำอันเจ็บปวด ที่ถูกปฏิเสธและบอกให้ ‘ลืม’ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเธอเมื่อครั้งอายุ 21 ในบ้านที่เธอเกิดและเติบโตขึ้น แม้ว่าร่างกายของเธอยังคงจดจำไว้ในทุกอณู ทั้งจากการกัดฟันยามค่ำคืน ภาพฝันถึงบ้านหลังเก่า และความกลัวที่คับแคบ ภาษาแห่งความทรงจำที่ปากไม่อาจเอ่ย ความทรงจำเหล่านี้ไม่เพียงคงอยู่ในใจ แต่ได้สลักลงในเนื้อหนังดุจรอยจารึกที่ไม่อาจลบเลือน ทำให้เธอเลือกเผชิญหน้ากับอดีตด้วยการสร้างสรรค์แทนการลบเลือน
เธอแปรเปลี่ยนวัตถุแห่งความรุนแรงในวัยเด็ก ด้วยกระบวนการตัดเย็บอันประณีต ทำให้วัตถุที่เคยทำร้ายเธอในวันนั้น ถูกนำมาสร้างใหม่ด้วยมือของผู้ถูกกระทำ เป็นการยึดคืนอำนาจและควบคุมความเจ็บปวดด้วยตัวเอง เธอไม่เพียงเปลี่ยนรูปลักษณ์วัสดุ แต่ยังให้นิยามความหมายใหม่กับสิ่งของที่เคยสร้างบาดแผลให้เธอ
ผลงานนี้ไม่เพียงสะท้อนการเดินทางของศิลปินในการประจันหน้ากับบาดแผล แต่ยังวิพากษ์สังคมไทยที่มองความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องธรรมดาที่ควรเก็บซ่อน ในขณะที่วัตถุสามัญในบ้านที่ถูกใช้เป็นอาวุธกลับตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ที่เดิม ไม่เคยถูกโยกย้ายหรือทำลายทิ้ง
ผลงานชิ้นนี้จึงเป็นทั้งบันทึกความทรงจำเลวร้ายและเสียงสะท้อน ให้เราหันมาใส่ใจกับความรุนแรงที่สังคมมักเลือกจะลืม แม้ร่องรอยของมันยังคงปรากฏอยู่ในชีวิตของผู้เป็นเหยื่อ เธอใช้กระบวนการทางงานศิลปะสร้างภาษาใหม่ เพื่อสื่อสารประสบการณ์ที่คำพูดไม่อาจบรรยาย